ไหว้พระชมวัด: ตอนที่ ๒ วัดถ้ำผาจม…วัดเหนือสุดแดนสยาม สักการะพระธาตุจอมกิตติที่เชียงแสน

วัดถ้ำผาจมตั้งอยู่ที่ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย วัดตั้งอยู่บนเชิงเขา มีภูมิประเทศสวยงาม แมกไม้น้อยใหญ่ขึ้นสลับกันมีความร่มรื่นเป็นธรรมชาติมาก



ที่แห่งนี้หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตเคยมาบำเพ็ญภาวนา จึงมีรูปปั้นของท่านอยู่ในบริเวณวัดถ้ำผาจมด้วย

เราตั้งใจมากราบหลวงพ่อวิชัย(พระครูเกษมวรกิจ)เจ้าอาวาสวัดถ้ำผาจมแต่ท่านติดกิจนิมนต์ที่กรุงเทพเราจึงไม่ได้พบท่าน มาถึงที่นี่แล้วคณะเราบางส่วนประสงค์จะรักษาศีลอุโบสถเพราะตรงกับวันพระพอดี บางส่วนขอพักรอที่วัด จึงแจ้งพระคุณเจ้าให้ท่านทราบ

ศาลาการเปรียญที่วัดถ้ำผาจมเป็นศาลาขนาดใหญ่สร้างด้วยหินอ่อนสีสะอาดตา ลักษณะคล้ายตึกมีประมาณ ๓-๔ ชั้น ข้างศาลาเป็นที่พักสำหรับผู้มารักษาศีล การทำวัตรสวดมนต์ที่นี่จะสวดทำนองแบบทางเหนือซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่คุ้นเคยนัก หากขาดเหลือสิ่งใดก็มีร้านค้าอยู่ติดบันไดทางขึ้นศาลา

คณะเราขึ้นไปกราบพระประธานที่อยู่ชั้นบนของตึก ด้านหน้าองค์พระประธานจัดแสดงพระธาตุของพระเกจิอาจารย์หลายท่าน เชิงบัวและหัวเสามีพระพุทธรูปสีทององค์เล็กหน้าตัก ๕ นิ้วประดิษฐานอยู่โดยรอบ ดูแล้ววิจิตรงดงามมาก

จากนั้นเราเดินขึ้นไปชมถ้ำ เชื่อกันว่าบางส่วนของถ้ำจมอยู่ใต้แม่น้ำแม่สายซึ่งกั้นแดนพม่ากับไทย เป็นที่มาของชื่อ “ถ้ำผาจม” แต่พระคุณเจ้าที่นำทางขึ้นไปท่านเล่าว่าแต่เดิมเรียกว่า “ถ้ำผาชม” เพราะมีจุดชมวิวมองเห็นฝั่งพม่าภายหลังกลายมาเป็น “ถ้ำผาจม”

ถ้ำส่วนแรกเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อสายรุ้ง ผู้คนชอบมากราบไหว้ขอพรท่าน เดินต่ำลงไปเป็นถ้ำส่วนที่สองมีหลวงพ่อทองทิพย์ประดิษฐานอยู่ ตามตำนานบอกว่าสมัยก่อนปากถ้ำตรงหลวงพ่อทองทิพย์ยังไม่ปิด ลึกลงไปมีถ้ำใต้ดินขนาดใหญ่เชื่อว่าเป็นถ้ำพญานาค มีอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำแม่สายทะลุไปฝั่งพม่า และทะลุยาวไปจดเมืองคุนหมิงประเทศจีนด้วย แต่เนื่องจากมีคนลงไปแล้วไม่กลับออกมาจึงปิดปากถ้ำตรงนั้นไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปอีก น่าเสียดายที่ภายในถ้ำแสงน้อยจึงไม่ได้เก็บภาพมาให้ชม

เมื่อออกจากถ้ำได้เดินต่อขึ้นไปตามทางลาดปูน มีกุฏิพระหลังเล็กๆ ตั้งเรียงรายเป็นแถวไปตามเชิงเขา มีห้องน้ำไว้ใช้ร่วมกันเป็นระยะ บรรยากาศสงบเรียบง่ายเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม

ถึงองค์นารายณ์แผงศรไปทางฝั่งพม่า จุดนี้มองเห็นทัศนียภาพฝั่งพม่าได้อย่างชัดเจน

ฉากหลังมีทิวเขาใหญ่น้อยสลับซับซ้อนกันสวยงามมาก ชมวิวจุดนี้เสร็จก็กลับลงมาข้างล่าง ไม่ได้ขึ้นไปชมวิวจุดบนสุด ตามที่เคยได้ยินมาบอกว่าจากจุดนั้นจะมองเห็นเทือกเขามีลักษณะคล้ายมังกรและวัดถ้ำผาจมตั้งอยู่บริเวณปากมังกร

วันรุ่งขึ้นคณะเราไปทำบุญชำระค่าน้ำค่าไฟ แล้วออกเดินทางมุ่งสู่พระธาตุจอมกิตติซึ่งตั้งอยู่อำเภอเชียงแสน ไปถึงเห็นเจดีย์เก่าองค์เล็กไม่สูงนัก คิดว่าเป็นพระธาตุจอมกิตติ ที่จริงคือพระธาตุจอมแจ้ง เป็นเจดีย์โบราณเก่าแก่ตั้งอยู่ด้านล่างไม่ไกลจากพระธาตุจอมกิตตินัก

ตำนานกล่าวว่าบริเวณที่สร้างพระธาตุจอมกิตติสมัยก่อนเรียก “ดอยน้อย” องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จมาที่แห่งนี้ สมัยนั้นตรงกับกษัตริย์พระเจ้าสิงหนวติแห่งโยนกนครราชธานีศรีช้างแสน พระพุทธองค์ทรงเสยพระเกษาประทานให้พระเจ้าสิงหนวติและมีพุทธพยากรณ์ว่าดินแดนแห่งนี้จะดำรงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ครบ ๕๐๐๐ ปี พระเจ้าสิงหนวติได้ทรงสร้างพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระเกษาที่ดอยน้อยนี้ ต่อมาในสมัยพระเจ้าพรหมมหาราช พระพุทธโฆษาจารย์ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาถวายมีการสร้างพระโกศทอง เงินและแก้วเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและอัญเชิญมาบรรจุไว้ที่เจดีย์ดอยน้อย จากนั้นได้สร้างเจดีย์ครอบเจดีย์องค์เดิมที่พระเจ้าสิงหนวติสร้างไว้ก่อนหน้านี้

องค์พระธาตุจอมกิตติหุ้มด้วยทอง บนยอดพระธาตุประดับด้วยฉัตรทอง จุดนี้จะมีดอกไม้ธูปเทียนให้บูชา การขึ้นไปสักการะพระธาตุนั้นมีทางสำหรับรถยนต์ขึ้นไปจอดใกล้ๆแล้วเดินต่ออีกเล็กน้อย หรือจะเดินขึ้นบันไดนาค ๓๓๙ ขั้น ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้มาแต่เดิมเพื่อขึ้นไปนมัสการองค์พระธาตุก็ได้ ทางขึ้นไปพระธาตุมีชาวบ้านเอานกที่ดักจากป่ามาขาย บางตัวยังเห็นรอยบาดแผลจากการดักจับอยู่ นกมันดีใจมากเวลาได้บินออกจากกรง

วิหารด้านข้างองค์พระธาตุมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มากมาย รวมทั้งพระพุทธรูปแกะจากหยกสวยงามมาก มีภาพถ่ายสิ่งของมีค่าที่พบเมื่อครั้งยอดพระธาตุหักแสดงไว้ให้ชมด้วย

ใกล้วิหารเป็นโบสถ์ของวัดพระธาตุจอมกิตติ แต่ประตูปิดจึงเดินชมความงามของสถาปัตยกรรมด้านนอก สถาปัตยกรรมทางเหนือค่อนข้างคล้ายคลึงกับศิลปะล้านช้างของลาว

รูปปั้นพญานาคตรงราวบันไดหน้าพระอุโบสถปั้นได้อ่อนช้อยสวยงาม จากจุดนี้มองไปเห็นวิวแม่น้ำโขงและฝั่งประเทศเพื่อนบ้านได้

จากนั้นไปไหว้พระบรมรูปพระเจ้าพรหมมหาราช

มีเวลาเหลือคณะเราได้แวะไปไหว้พระที่สามเหลี่ยมทองคำ

พระพุทธนวล้านตื้อหรือพระเชียงแสนสี่แผ่นดินซึ่งประดิษฐานอยู่บนเรือแก้วกุศลธรรม เป็นพระพุทธรูปสีทองขนาดใหญ่สร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ มีน้ำหนักถึง ๖๙ ตัน ตามประวัติกล่าวว่าสร้างแทนองค์เดิมที่จมไปในแม่น้ำโขงตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ ๓

บทความไหว้พระชมวัดฉบับนี้หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้รับความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับศาสนสถาน วัดวาอารามในสถานที่ต่างๆ รวมทั้งความเพลิดเพลินเจริญใจไปกับเส้นทางสายบุญที่ทางคณะเราได้เก็บมาฝาก

เรื่องและภาพ:  อมรรัตน์

This entry was posted in ไหว้พระชมวัด. Bookmark the permalink.